เก็บความทรงจำก่อนลมหายใจสุดท้ายของพ่อ ไว้ในตัวอักษร…

พ่อน่าจะเริ่มป่วยเมื่อประมาณปลายปี ’46 สังเกตจากการที่พ่อทานข้าวได้น้อยลง เพลียๆ ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ต้องไปหาหมอที่คลีนิคประจำแทบทุกเดือน บางทีก็เป็นไข้ บางครั้งก็เป็นหวัด ปวดหลัง พวกเราคิดว่าพ่อน่าจะเป็นโรคคนแก่ โรคคนชราที่ทุกๆคนเป็นกัน ก็ดูแลพ่อโดยให้ทานอาหารที่บำรุงสุขภาพ พวกซุปไก่สกัดตราแบรนด์ พวกรังนก…
อาการของพ่อยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ไม่กระฉับกระเฉง เหนื่อยง่าย เป็นอยู่อย่างนี้ จนปลายปี ’47 น้ำหนักตัวพ่อเริ่มลด ทานข้าวได้น้อยลง มีโรคความดันและโรคหัวใจเข้ามาแทรก พวกเราพาพ่อไปเช็คหัวใจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ผลคือ ต้องทานยาควบคุมโรคหัวใจตลอด….
หลังจากนั้นอีกไม่นาน พ่อมีอาการเหนื่อยมากขึ้น โดยทางคุณหมอบอกว่า มีโรคความดันร่วมด้วย ต้องกินยาควบคุมความดันอีก ประกอบกับช่วงนี้มีหลายเรื่องในครอบครัว เรื่องหลานๆเกเร พ่อน่าจะเครียดด้วย เพราะพ่อจะเป็นคนไม่ค่อยพูด มักจะเก็บเงียบตลอดไม่ว่าเรื่องใดๆ…
บ่อยครั้งที่รำพึงกับแม่ว่า เราจะอยู่รอดไปจนถึงสิ้นปี ‘ 48 หรือเปล่าก็ไม่รู้ พ่ออาจจะเจ็บป่วยมาก แต่ไม่ยอมบอกใครเลย กลัวลูกๆจะเป็นกังวล..นอกจากความดันและโรคหัวใจแล้ว ก็มีอาการอย่างหนึ่งเพิ่มมาอีกคือ อาการแน่นท้อง ทานอะไรไปก็แน่น หมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ เลยต้องทานยาโรคกระเพาะเพิ่มอีกหนึ่งขนาน…
ช่วงนี้น้ำหนักตัวพ่อลดทุกวัน จนพวกเราปรึกษากันว่าน่าจะพาพ่อไปเช็คร่างกายครั้งใหญ่อีกสักครั้ง ซึ่งผลของการตรวจร่างกายก็คือทุกอย่างปกติ ยกเว้น ตับของพ่อที่ทางคุณหมอบอกว่า มันโตผิดปกติ แจ้งกับพวกเราว่า เป็นอาการของโรคตับโต หรือตับแข็งนั่นเอง..(พ่อ ไม่ดื่มเหล้า แต่ทำไมหมอบอกว่าตับแข็งก็ไม่ทราบเหมือนกัน) ได้ยามาอีกหนึ่งขนานคือยาบำรุงตับ.. และแนะนำเรื่องอาหารต้องห้ามนานาชนิด..
ณ.เวลานั้นพ่อคงจะรู้ตัวดีกว่าใครว่า เป็นโรคอะไร หนักหนาแค่ไหน วันหนึ่ง..ก็เอ่ยปากชวนน้องชาย ไปบ้านลุงที่อยู่ที่ อ.บ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี ไปถึงก็ทักทายลูกๆของลุง บอกว่าอาป่วย ไม่มียารักษา มาที่นี่เพื่อให้หลานๆเห็นหน้า มาเยี่ยมพี่ด้วย…
บางคืนพ่อเอามือของพ่อ ไปจับที่ท้องด้านขวาของแม่ แล้วก็เอามือของแม่มาจับที่ท้องด้านขวาของพ่อ..สองตายายคุยกันว่า ทำไมท้องของแม่นิ่ม แต่ท้องของพ่อแข็งเป็นก้อน ทำไมไม่เหมือนกัน สงสัยพ่อเป็นมะเร็งแน่ๆ…แม่ก็บอกว่าพ่อคิดมากไป ตับพ่อแค่โตผิดปกติแค่นั้น..
จนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี ’48…พ่อมีอาการเหนื่อย และ อ่อนเพลียมากๆ นอนนิ่งๆอยู่บนเตียงไม้ที่วางอยู่ใต้ถุนบ้านทั้งวัน บางวันถ้าอาการร้อนมากๆ ก็ไปนอนเล่นที่เปลญวนที่ผูกไว้ใต้ต้นมังคุด บริเวณหน้าบ้าน….
พี่สาวคนรอง กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อ ซึ่งช่วงนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะช่วงตรุษจีนมั้งคะ เมื่อไปเห็นอาการของพ่อ ซึ่งดูแล้วหนักกว่าที่คิด ไม่สามารถอดทนดูพ่อเป็นอยู่อย่างนี้ได้ เพราะดูๆแล้วว่า ยาที่ทานอยู่ไม่ได้ช่วยให้พ่อดีขึ้นเลย จึงตัดสินใจพาพ่อส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้ได้ปรึกษาอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคตับ..
คุณหมอได้ทำการเจาะเลือดของพ่อและตรวจเช็คใหม่อีกครั้ง..
ผลปรากฎว่า ค่าของเลือดที่อ่านได้มีผลต่างจากผลครั้งก่อนมากจนน่าตกใจ คุณหมอสันนิฐานว่า พ่อน่าจะเป็นมะเร็งที่ตับ โดยได้ทำหนังสือส่งตัวคุณพ่อไปที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อทำการเจาะชิ้นเนื้อ และเช็คให้ละเอียดอีกรอบ เพื่อทำการรักษาให้ถูกต้อง…พี่สาวคนรองได้บอกฉันเรื่องที่หมอสันนิฐานว่าพ่อเป็นมะเร็ง..
เราสองคนพี่น้องคุยโทรศัพท์กันไปร้องไห้กันไป..แต่ยังไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้กับพ่อและแม่…ส่วนพี่น้องคนอื่นรับรู้กันทุกคน….
วันรุ่งขึ้น พี่สาวคนรองขับรถจากนครศรีฯ พาพ่อไป มอ. โดยมีแม่ไปด้วย..ทางมอ.ได้ทำการเจาะชิ้นเนื้อบริเวณตับ ซึ่งก็ต้องรอผลการตรวจอีกสองอาทิตย์..พอพี่สาวคนรองกลับสุไหงโกลก ฉันก็ไปนครศรีฯ ในวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อไปดูแลพ่อ เนื่องจากที่บ้านมีเฉพาะลูกชาย ไม่มีลูกสาวอยู่บ้านเลยสักคน อีกอย่าง..จะได้ช่วยแม่ดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับพ่อด้วย ช่วงระหว่างที่รอผลจากโรงพยาบาล ดูสภาพจิตใจของพ่อก็ปกติดี เพียงแต่ไม่สามารถทานอะไรได้เลย แน่นท้อง พร้อมที่จะอาเจียนออกทันทีถ้าทานอะไรเข้าไป..
ฉัน…ซึ่งรู้ผลจากการสันนิฐานเบื้องต้นของหมอแล้วว่า พ่อเป็นอะไร..ได้หอบตำราที่อธิบายเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่ตับ การรักษา อาหารการกิน อาหารต้องห้ามนานาชนิด เอาไปอ่านที่บ้านด้วยหลายเล่มมาก พร้อมทั้งจัดการเรื่องอาหารให้พ่อทาน งดของหวาน ของเค็ม ของมัน ให้ทานอาหารธรรมชาติ พวกจมูกข้าว ข้าวกล้อง ข้าวสาลี งดเนื้อสัตว์ ฉันจัดการทำอาหารตามเมนูที่ในตำราแนะนำมา ทำเสร็จชิมดู ไม่มีรสชาดเลยสักนิดเดียว…
เมื่อจัดให้พ่อทาน…พ่อจำใจต้องทานเพราะสงสารลูก ทั้งๆที่ดูจากความรู้สึกของฉันตอนนั้นแล้ว พ่อแทบจะไม่อยากทานอะไรเลย พ่อบอกว่าแค่อะไรลงไปในท้องนิดเดียว ท้องพ่อก็แน่น จุก จนหายใจไม่ออก…
ฉันก็คะยั้นคะยอว่า…พ่อทานหน่อยนะคะ แข็งใจหน่อย พ่อจะได้หาย…พ่อแข็งใจทาน มีน้ำตาคลออยู่ในแววตา เพราะพ่อพยายามที่จะทานมันให้ได้…อาหารนั้นน่ะ ฉันรู้ มันไม่อร่อยเลย ฝืดคอ..แต่ฉันก็ยังอยากให้พ่อทาน หวังว่าพ่อจะหาย..นั่งดูความยากลำบากของพ่อที่พยายามฝืน…ภายในใจฉันสะอื้นไห้ สงสารพ่อ อึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ซ่อนความระทมใจไว้…
ฉันอยู่ดูแลพ่อ..ในลักษณะนี้ทุกวัน ถามพ่อว่า พ่อปวดท้องมั้ยคะ พ่อนอนหลับมั้ย สิ่งที่พ่อตอบคือ ไม่ปวดลูก พ่อนอนหลับดี…ทั้งๆที่แม่บอกกับฉันว่า ในแต่ละคืนพ่อแทบจะไม่ได้หลับเลย ปวดท้อง..แต่ไม่ให้ลูกรู้..
บางคืน นอนดูทีวีด้วยกัน พ่อนอนที่เตียง..ฉันนอนที่พื้น มือประสานไว้ใต้ศรีษะ ตามองเพดาน ถามพ่อว่า..พ่อคะ..พ่อสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเองเหรอ ไม้ลูกกรงแต่ละซี่เท่ากันหมดเลย พ่อทำได้อย่างไร..พ่อไปหาไม้สวยๆพวกนี้มาจากไหนคะ..แล้วพ่อใช้เวลาในการสร้างบ้านหลังนี้กี่ปี…
พ่อก็บอกว่า..พ่อสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง มีลุงๆ คอยช่วย..พ่อใช้เวลาตัดไม้ เลื่อยไม้ให้เป็นแผ่นบางๆ เนี่ย..ตั้งหกปีเชียวนะ ค่อยๆทำไป..ไปตัดไม้บนภูเขา ใช้ช้างลากมา..เลื่อยด้วยมือ ตากแดดไว้ ให้ไม้มันแห้ง กันมอด กันรา…ฉันก็ถามพ่อว่า สมัยก่อนเราไปตัดไม้ได้อย่างเสรีเหรอคะพ่อ เขาไม่จับเหรอ..พ่อบอกว่าไม่จับหรอก แต่ตอนที่ลากมาเราต้องให้ทางอำเภอตีตราก่อน จึงจะเอามาแปรรูปได้..ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมไม่กี่สตางค์หรอก…
พ่อลูกนอนคุยกันไป โดยมีเสียงแม่คอยเสริมมาเป็นระยะๆ..
เมื่อถึงกำหนดที่ต้องไปฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อบริเวณตับ….ฉันก็เดินทางกลับสุไหงโกลก เพื่อสลับกับพี่สาวคนรอง เนื่องจากว่า การพาพ่อไปฟังผลการตรวจที่ มอ.นั้น พี่สาวคนรองจะติดต่อประสานงานกับทางคุณหมอได้คล่องตัวกว่าฉัน…
ผลจากการตรวจชิ้นเนื้อคือ พ่อเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน…ระยะสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถที่จะปิดบังผลการตรวจได้อีกแล้ว พี่สาวคนรองพร้อมด้วยพี่สาวคนโต ที่เพิ่งเดินทางมาสมทบ ได้บอกผลการตรวจให้พ่อกับแม่ได้รับทราบ..
ณ.วินาทีนั้นคนสี่คนกอดกันร้องไห้..พ่อ แม่ พี่สาวของฉันสองคน…พี่ๆทั้งสองบอกว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นน้ำตาของพ่อ เป็นครั้งแรกที่พ่อร้องไห้ต่อหน้าลูกๆ…พี่ๆทั้งสอง ปลอบพ่อ ให้กำลังใจว่า พ่อต้องหาย ขอเพียงพ่อเข้มแข็งเท่านั้น..
ทางคุณหมอ ได้แจ้งให้กับพวกเราทราบว่า มีวิธีเดียวที่จะรักษาพ่อคือ การใช้เคมีบำบัด หรือที่พวกเรารู้จักกันในนามว่า คีโม นั่นเอง ซึ่งทางญาติพี่น้องของพ่อ ไม่เห็นด้วยกับการรักษาวิธีนี้ ยืนกรานจะพาพ่อกลับบ้านไปรักษาด้วยยาสมุนไพร..แต่พี่ๆไม่ยอมทำอย่างนั้น แต่..ได้ถามพ่อว่า พ่อจะรับการรักษาตัวแบบไหน ใช้คีโม หรือ ใช้ยาสมุนไพร…ซึ่งพ่อบอกว่า พ่อให้ลูกตัดสินใจ..สำหรับพ่อ ยังไงก็ได้..
พวกเราก็เลยให้พ่อเข้ารับการรักษาโดยใช้คีโม..เนื่องจากคุณหมอบอกว่า ถ้าไปใช้ยาสมุนไพร ก็ไม่สามารถกลับมาใช้คีโมได้..ถ้าใช้คีโมก็ไม่สามารถไปใช้สมุนไพรได้เหมือนกัน ซึ่งต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าพวกเราเลือกใช้คีโม และให้พ่อนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล..ถ้าสมมติว่า เราให้พ่อรักษาด้วยสมุนไพร ซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เมื่อพ่อปวด พ่อเหนื่อย พ่อเพลีย เราจะช่วยพ่อได้อย่างไร…เราจะนั่งดูความทุกข์ทรมานของพ่อ โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้อย่างงั้นหรือ..
การที่พ่ออยู่ที่โรงพยาบาล..พ่อมีน้ำเกลือ พ่อมีมอร์ฟีนระงับปวด พ่อมีกลูโคส ช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย พ่อมีหมอ มีพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญ มีออกซิเจน เมื่อพ่อเหนื่อยจนหายใจไม่ได้…
คีโมเข็มแรก
คีโมเข็มแรก..เริ่มฉีดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ปี ’48 คุณหมอบอกว่าผลข้างเคียงของคีโมมีมากมาย อาจจะแพ้จนอาเจียนไม่หยุด..ซึ่งพวกเราหวั่นใจอย่างที่สุด ภาวนากันว่าขออย่าให้พ่อแพ้ยาเลย..ช่วงนั้นฉันอยู่ที่สุไหงโกลก..มีเพียง แม่กับพี่สาวสองคนที่อยู่ดูแลพ่อที่ โรงพยาบาล ม.อ. …
ฉันเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ในบ้าน ไม่เป็นอันทำอะไร ไม่กิน ไม่นอน..คอยโทรถามข่าวพ่อตลอดเวลา..ซึ่งหลังจากที่ฉีดคีโมไปสักครึ่งชั่วโมง พ่อก็หลับสนิท หลับลึกมาก แม่บอกว่า ไม่เคยเห็นพ่อหลับอย่างนี้มาก่อน..จนผ่านไปหลายชั่วโมงก็เลยตัดสินใจปลุก..ทันทีที่พ่อลืมตา..พ่อบอกว่าหลับซะเต็มที่เลย ไม่เคยนอนสบายอย่างนี้มาก่อน หน้าตาสดใส ยิ้ม บอกกับลูกว่า พ่อหายแล้ว..ไม่ปวดท้องอีกเลย ตัวเบาโหวง ทานข้าวได้เยอะ…
ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า เพื่อความสะดวกในการดูแล สามารถไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ เมื่อถึงกำหนดต้องฉีดคีโม ก็ให้กลับไปที่โรงพยาบาล มอ.อีกครั้ง หรือว่ารับยา ไปให้โรงพยาบาลที่พักรักษาตัวอยู่ฉีดให้ก็ได้..พี่สาวสองคนก็เลยถามพ่อว่า พ่อสะดวกที่จะนอนพักรักษาตัวที่ไหน ที่นครศรีฯ หรือที่สุไหงโกลก..ซึ่งใจจริงแล้ว พ่อคงอยากกลับบ้านมากกว่า ไม่มีที่ไหนที่อุ่นใจเท่าที่บ้าน แต่..เพราะความสงสารลูกสาวสามคนที่ทำงานที่สุไหงโกลก เนื่องจากว่าต้องหยุดงานกันบ่อย เพื่อไปดูพ่อ หากพ่อกลับไปรักษาตัวที่นครศรีฯ..
พ่อตอบลูกว่า….ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโกลกก็แล้วกัน…นะลูกนะ
วันที่ 3 มีนาคม ปี’48…พี่สาวคนรองทำหน้าที่ขับรถ พาพ่อ แม่ และพี่สาวคนโต ออกจากโรงพยาบาล มอ. มุ่งหน้าสู่บ้านที่อำเภอสุไหงโกลก..ตอนแรกคิดไว้ว่าจะพาพ่อไปนอนที่โรงพยาบาลทันที อะไรๆหลายอย่างจะสะดวกในการดูแลมากกว่าที่บ้าน..แต่พ่อบอกว่า พ่อไม่เป็นไร..พักที่บ้านก็แล้วกัน..
พี่สาวคนรองจัดบ้านใหม่..ทำความสะอาดยกใหญ่..เพราะหมอบอกว่า ช่วงนี้พ่อจะติดเชื้อง่ายมาก พยายามให้อยู่ที่อากาศดีๆ สิ่งแวดล้อมดีๆ…อาการของพ่อดูเหมือนจะปกติดีทุกอย่าง ทานข้าวได้ ดูสดชื่น ไม่ปวดท้อง..พวกเรารู้สึกดี แม้จะมีความหวาดหวั่นอยู่ในใจก็ตาม..
จนถึงเช้าของวันที่ 5 มีนาคม’ ปี 48 …พ่อมีอาการอ่อนเพลียมาก ลุกจากเตียงแทบไม่ไหว อ่อนเพลียจนตัวสั่น…พวกเราสามพี่น้อง จึงส่งพ่อเข้าโรงพยาบาลทันที..ซึ่งโรงพยาบาลกับบ้าน อยู่ไม่ไกลกันมากนัก…
เข้าพักรักษาตัวที่ห้อง 716..เนื่องจากว่าพี่สาวคนรองทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เลยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวก ไม่ว่าเรื่องห้องพิเศษ หรือว่าเรื่องหมอ..ทันทีที่ไปถึงโรงพยาบาล สิ่งที่เร่งด่วนที่หมอต้องทำคือ ให้กลูโคส…ให้น้ำเกลือกับพ่อ…ผลของคีโมคงเริ่มจะมีปฎิกิริยา..คีโมเข้าไปทำลายเซลล์เนื้อร้าย..และคีโมก็ทำลายเซลล์ส่วนที่ดีของร่างกายไปด้วย..นี่คือคำพูดของหมอนะคะ..
ความอ่อนเพลีย ทำให้พ่อหลับตลอด..ช่วงนี้เริ่มปวดท้อง..คุณหมอเจ้าของไข้บอกพวกเราว่า ถ้าพ่อปวดก็ให้บอก จะได้ฉีดยาให้จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน..เมื่อฉันถามว่า พ่อปวดท้องหรือเปล่าคะ..พ่อมักจะตอบทันทีว่าไม่ปวดลูก เพียงแต่แน่นๆแค่นั้น.. แต่พ่อจะกระซิบบอกคุณหมอแทนว่าปวดท้อง ให้หมอฉีดมอร์ฟีนให้….พ่อยังคงห่วงความรู้สึกของลูกๆเสมอ..
พ่อทานข้าวได้น้อยมาก…ทานข้าวต้มมื้อละสามคำ องุ่นครั้งละ 2 เม็ด ส้มทานได้แค่กลีบเดียว…ที่ทานได้ทุกครั้งที่ลูกเอาให้คือ รังนก แบรนด์ และ น้ำเปล่า เท่านั้น..ถ้าไม่ปวดท้อง ไม่เหนื่อยพ่อจะลุกไปนั่งที่ระเบียง คุยกับลูกๆ มักจะนั่งได้นานๆ แซวแม่ แซวพยาบาล..บางวันแม่นอนหลับกลางวัน…พ่อก็แซวว่า..จะเลยเพลแล้วยาย ไม่ลุกมากินข้าวกินปลาบ้างหรือ..
น้องๆพยาบาล..บอกว่า พ่อเป็นคนป่วยที่น่ารัก หน้าตายิ้มตลอด ดูไม่เหมือนคนป่วยเลย…เห็นพ่อยิ้ม พ่อหัวเราะ..พวกเราก็สบายใจ แม้ว่าในใจเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แม้ว่าในใจเราจะทุกข์ระทม..แต่พวกเรา ไม่เคยแสดงความกังวลสิ่งใดให้พ่อเห็น..คุยกันแต่เรื่องตลกขบขัน ห้องคนป่วยเลยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ..แม่จะโดนแซวหนักกว่าคนอื่น พ่อกับลูกๆ ช่วยกัน..กระเซ้าแม่อยู่คนเดียว..
พวกเราลูกสาวสามคนพี่น้อง..หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าไข้พ่อตลอด(ลูกชายสามคนไปๆมาๆระหว่างนครศรีฯ กับ สุไหงโกลก..)โดยที่ไม่เคยทิ้งให้พ่ออยู่กับแม่ตามลำพัง ส่วนมากช่วงกลางคืนจะมี ฉันกับพี่สาวคนโตอยู่ด้วยเสมอ..พี่น้องคนอื่นๆ ญาติโทรถามข่าวคราวกันตลอด รับโทรศัพท์กันแทบไม่หวาดไม่ไหว…
มีอยู่วันหนึ่ง พี่ชายคนที่สามของพ่อ โทรศัพท์มาถามข่าวว่า พ่อเป็นอย่างไรบ้าง ฉันเล่าอาการของพ่อให้ลุงฟัง เหมือนกับที่เล่าให้คนอื่นๆฟัง แต่ได้ถามพ่อว่า พ่อจะคุยกับลุงมั้ยคะ…พ่อพยักหน้ารับ…ฉันเลยเอาโทรศัพท์ไปให้พ่อ..ฉันไม่รู้ว่าลุงพูดอะไรกับพ่อ…พ่อร้องไห้น้ำตาไหลพราก…พ่อพูดตอบลุงไปว่า..ไม่เป็นไร ดีขึ้นเมื่อไหร่ก็จะกลับบ้าน ตอนนี้ขอรักษาตัวก่อน(ซึ่งมาทราบทีหลังว่า ลุงให้พ่อกลับไปทานยาหม้อที่บ้าน)
ชีวิตประจำวันของฉัน นอกจากดูแลพ่อ แล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ รับโทรศัพท์ รายงานอาการพ่อทางโทรศัพท์…มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่พ่อนอนนิ่งๆอยู่บนเตียง ฉันก็เลยถามพ่อว่า…
" พ่อคะ พ่อทำยังไง ลูกหลานถึงรักพ่อมากมาย ญาติๆอีก ดูว่าทุกคนห่วงใยพ่อ รักพ่อ แม้แต่หลานๆอายุยังไม่กี่ปีเลย ก็ยังโทรมาถามข่าวพ่อ" คำตอบของพ่อทำให้ใจเงียบงัน…
” ไม่ต้องทำอะไรหรอกลูก แค่เรารักเขาก่อน ไม่ให้ร้ายกับเขา แค่นี้เอง เราก็จะได้รับความรักกลับมา มันเป็นสัจธรรมนะลูก อยากได้อะไรจากใคร ก็ต้องเป็นผู้ให้ก่อน"
คีโมเข็มที่สอง
ถึงกำหนดฉีดคีโม เข็มที่สองเมื่อวันที่ 7 มีนาคม’ปี48 เวลาบ่ายสามโมง..ตอนเช้าของวันนั้น พ่อเรียกฉันเข้าไปคุยด้วย เนื่องจากช่วงกลางวันจะมีฉันกับแม่ เท่านั้นที่อยู่เฝ้าพ่อ พ่อบอกเรื่องเงินบางส่วนที่พ่อเก็บไว้ว่าอยู่ที่ไหน ที่เก็บสมุดธนาคาร เอกสารสำคัญต่างๆ ความกังวลในใจของพ่อ ที่สั่งเสียถึงพี่ๆ..
ฉันรับฟังแล้วหัวใจแทบสลาย เหมือนพ่อจะสั่งเสีย…แต่ก็ได้รับปากกับพ่อว่า พ่อไม่ต้องกังวลใดๆหรอกนะคะ ลูกจะถ่ายทอดคำพูดของพ่อให้กับ แม่และพี่น้องคนอื่นๆฟัง พวกเขาจะเชื่อหรือไม่ ลูกก็ไม่รู้.. (เนื่องจากพ่อ อ่อนแรงมาก ไม่มีแรงที่จะพูดเสียงดังได้ ทำให้แม่ ที่มีปัญหาเรื่องการฟัง ไม่สามารถรับฟังคำพูดของพ่อได้ พ่อก็เลยพูดกับฉันแทน)
เมื่อถึงกำหนดเวลาบ่ายสามโมง…คุณหมอมาฉีดคีโมเข็มที่สอง ตอนนั้นพี่สาวคนโตขึ้นมาเยี่ยมพ่อ..ส่วนฉัน จำเป็นต้องไปข้างนอก เพื่อไปรับหลานสาวที่โรงเรียน ไม่ได้อยู่ดูแลพ่อ ช่วงที่หมอให้ยา..หลังจากให้ยาเสร็จ..ทุกอย่างดูเหมือนปกติ..แค่ช่วงหันหลังให้กับโรงพยาบาล ฉันโทรถามข่าวพ่อทันที..พี่สาวบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก พ่อหลับ ทำธุระให้เสร็จ ค่ำๆก็เข้าไปแล้วกันนะ..
จนถึงหนึ่งทุ่มตรง..ฉันไปโรงพยาบาลตามปกติ..ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง..ภาพที่เห็นคือ พ่อต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ…นอนหลับตาอยู่ น้ำตาฉันไหลทันที พี่สาวปรามด้วยสายตา พาตัวไปที่ระเบียง…บอกว่าพ่อไม่เป็นอะไรหรอก แค่เหนื่อย หายใจไม่สะดวกแค่นั้นเอง…
แค่นั้นเองหรือ…แต่ดูจากสายตาแล้วมันไม่ใช่แค่นั้นนะ…
นับว่าเป็นการใช้เครื่องช่วยหายใจครั้งแรก สำหรับการป่วยของพ่อในครั้งนี้ หรือเรียกว่าเป็นครั้งแรกของชีวิตก็ว่าได้ เพราะพ่อไม่เคยป่วยหนักมากขนาดนี้เลย…หลังจากที่ใช้เครื่องช่วยหายใจได้สักครึ่งชั่วโมง…พ่อก็บอกให้ลูกถอดออก โดยบอกว่าดีขึ้นแล้ว…ฉันถามพ่อว่า พ่อปวดท้องมั้ยคะ..คำตอบก็เหมือนเดิม ไม่ปวดเลยลูก แล้วพูดต่อว่า ถึงพ่อไม่หายก็ไม่เป็นไร ขอแค่เพียงอย่าให้พ่อปวดแค่นั้น…ซึ่งทำให้ฉันรู้ว่า ความเจ็บปวดคงทำให้พ่อทรมานยิ่งนัก….
คุณหมอเจ้าของไข้ ดูแลพ่ออย่างดี ทุกครั้งที่ตรวจเสร็จ ก็พยักหน้าบอกพวกเราให้เดินตามไปข้างนอก เพื่อบอกอาการของพ่อ….ซึ่งทราบว่า อาการของพ่อไม่ดีขึ้นเลย คีโมที่ให้ไปไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น กลับไปทำร้ายเซลล์ส่วนที่ดีทำให้พ่อยิ่งแย่เข้าไปอีก ช่วงนี้ทำอะไรได้ไม่มาก คงรักษาไปตามอาการ..ถ้าปวดก็ฉีดมอร์ฟีน เพลียมากก็ให้กลูโคส….
เนื่องจากว่าพ่อทานอะไรไม่ได้เลย ทานไปก็แน่นท้อง..สิ่งที่พอประทังชีวิตก็คือ น้ำเกลือ กลูโคส พวกซุปไก่ รังนก และผลไม้นิดหน่อยเท่านั้น ในแต่ละวันแทบจะไม่มีอาหารใดตกถึงท้อง คุณหมอก็เลยเปรยๆว่า.รับอาหารทางสายยางมั้ยลุง.
พ่อปฎิเสธทันที จะเกิดอะไรก็ช่าง แต่คงไม่ต้องถึงกับขนาดนั้น สรุปว่าพ่อปฎิเสธการให้อาหารทางสายยาง…
สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างที่เกิดขึ้นช่วงนี้คือ ท้องของพ่อ เริ่มบวมน้ำ เนื่องจากว่า ตับไม่ทำงาน ไตไม่ทำงาน ดูๆแล้วพ่อคงอึดอัดมาก…บ่อยครั้งที่พ่อบอกว่า ตอนนี้พ่อไม่ปวดแล้ว ถ้าอาการแน่นท้องหายไป ท้องยุบ พ่อกลับบ้านได้แล้วนะ…
ยื้อชีวิต
วันที่ 14 มีนาคม ปี ’48 โรงพยาบาล มอ. นัดตรวจเลือดอีกครั้ง เพื่อเช็คผลว่า คีโมสองเข็มที่ให้ไป ช่วยทำให้หยุดการแพร่กระจายของเนื้อร้ายได้หรือไม่ การเดินทางครั้งนี้ทางโรงพยาบาลสุไหงโกลก ทำหน้าที่จัดส่งผู้ป่วยเอง..พร้อมทั้งมีพยาบาลไปด้วยอีกสองท่าน..ส่วนพี่สาวคนรองกับแม่ ก็ไปรถอีกคันหนึ่ง..ฉันมีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแล เลยไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย…
ผลจากการตรวจเลือด ปรากฎว่า…คีโมสองเข็มที่ให้ไป ไม่ได้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย นอกจากนั้น เม็ดเลือดขาวพ่อต่ำมาก ไม่สามารถให้คีโมได้อีกแล้ว คุณหมอได้เรียกพี่สาวสองคนไปพบ เพื่อรับฟังผลวินิจฉัย..
”นับจากนี้ไป ขอให้ดูแลพ่ออย่างดีที่สุด สิ่งไหนที่ทำให้ท่านมีความสุขได้ก็ทำให้ท่าน เพราะหมอไม่สามารถบอกได้ว่า พ่อจะอยู่กับพวกเราได้อีกนานแค่ไหน..คงต้องขึ้นอยู่กับสภาวะจิตใจของคนไข้เอง”
พี่สาวสองคนน้ำตารินอีกครั้ง…คราวนี้ถึงคราวที่ต้องปิดบังผลการตรวจไม่ให้พ่อกับแม่รับทราบ..กลัวว่าจะรับมันไม่ไหว…ส่วนฉันน้ำตามันเหือดหายไปนานแล้ว จำได้ว่า ร้องไห้ครั้งหลังสุดก็ตอนที่เห็นพ่อต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีน้ำตาออกมาอีกเลย แปลกดีเหมือนกัน ทั้งๆที่ในใจทุกข์ระทมยิ่งนัก
ไปที่โรงพยาบาล มอ.ครั้งนี้ หมอได้ทำการเจาะท้องของพ่อ เพื่อเอาน้ำออก..ท้องของพ่อยุบอีกครั้ง ดูไม่ค่อยอึดอัดมากนัก..แต่ในสีหน้าและแววตามีความกังวลเกิดขึ้นแล้ว ได้ถามลูกว่า หมอไม่ฉีดยาเข็มที่สามให้พ่อเหรอ เพราะอะไร หรือว่าให้ไม่ได้แล้ว..
พี่สาวคนโตได้บอกกับพ่อว่า…ตอนนี้พ่อต้องพักรักษาตัวก่อน เนื่องจากตอนนี้เม็ดเลือดขาวต่ำมาก ไม่สามารถให้คีโมตอนนี้ได้…พ่อก็รับฟังอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ…ถึงตอนนี้ แม่อยากพาพ่อกลับบ้าน ไปหาญาติพี่น้องของพ่อ..แต่พ่อยังคงยืนกรานที่จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโกลก ด้วยเหตุผลที่ว่า หมอดูแลดี ช่วยไม่ให้พ่อปวด พยาบาลก็ใจดี…
เนื่องจากว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ทำให้ไม่มีรถพยาบาลไปส่งพ่อที่โรงพยาบาลสุไหงโกลก เพราะห่วงในสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั่นเอง ก็เลยเป็นหน้าที่ของพี่สาวคนรองที่ขับรถพาพ่อ แม่ และพี่สาวคนโต กลับสุไหงโกลก อีกครั้งหนึ่ง
กลับจากโรงพยาบาล มอ. ก็เข้าพักรักษาตัวต่ออีกครั้งที่โรงพยาบาลสุไหงโกลกห้อง 709….อาการของพ่อ มีแต่ทรงกับทรุดไปทุกวัน ทุกวัน…ฉันกับแม่จะใช้เวลาว่างที่พ่อหลับ ด้วยการสวดมนต์ภาวนาให้พ่อหาย บทที่สวดคือ พาหุง พระพุทธคุณ ชินบัญชร และบทสวดมหากา…เหตุผลที่สวดก็คือต้องการให้เป็นแรงส่งให้พ่อฟื้นตัวขึ้นมาสักครั้ง เพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ มาใช้ชีวิต ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับญาติพี่น้อง และลูกหลาน ให้คุ้มค่าที่สุด….
ไร้ซึ่งความหวัง
สำหรับพ่อ..ตอนนี้เหมือนจะรู้ตัวดีว่า เวลาสำหรับตัวเองเหลือน้อยเต็มที สีหน้าและแววตา เริ่มไร้ความหวัง เฝ้าถามลูกตลอดว่า หมอจะให้คีโมเข็มที่ 3 แก่พ่อได้เมื่อไหร่ ซึ่งคำตอบที่เราให้พ่อคือ ยังให้ตอนนี้ไม่ได้ เพราะเม็ดเลือดขาวพ่อต่ำมาก ให้ไปก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย…พ่อก็รับฟังอย่างเงียบๆ
ตั้งแต่กลับจาก มอ. พ่อต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอด เหนื่อย พูดน้อยมาก เคลื่อนไหวตัวลำบาก ท้องเริ่มบวมน้ำขึ้นอีก…ทางคุณหมอเจาะท้องเพื่อเอาน้ำออกอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี’48 พักหลังนี้ พ่อเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อย ได้กลิ่นอาหารไม่ได้เลย ทุกเช้าต้องฉีดยาแก้อาเจียน 1 เข็มก่อนที่จะทานอาหารเช้า…
ภาพที่พ่ออาเจียน ยังติดอยู่ในความรู้สึกอยู่ถึงตอนนี้..พยายามที่จะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรออกมา เหนื่อยจนตัวโยน น้ำตาไหลเป็นทาง..สิ่งที่ฉันทำได้คือ ลูบหลังให้พ่อ บีบนวดหัวไหล่เพื่อคลายความตึงเครียด..ฉันทำได้แค่นี้จริงๆ ในใจเต็มไปด้วยความทุกข์และความอึดอัด…พ่ออาเจียนทุกวัน..ทานอะไรไม่ได้ แม้แต่น้ำก็ดื่มไม่ได้..พ่อบอกว่ามันจุกแน่นอยู่ตรงที่คอหอย..คุณหมอบอกว่า ก้อนเนื้อที่โตขึ้นไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้แน่นท้อง และทานอะไรไม่ได้ หายใจก็ไม่สะดวก…
เพิ่งเจาะท้องไปไม่กี่วัน แต่ท้องของพ่อก็ใหญ่ขึ้นอีกแล้ว พลิกตัวลำบาก ลูกๆต้องช่วยกัน…พ่อไม่ทานอะไรเลย มีเพียงออกซิเจนกับน้ำเกลือเท่านั้น ที่ช่วยพยุงชีวิต พ่อนอนนิ่งๆ หลับตา ไม่ขยับเขยื้อนตัว เวลาจะพูดอะไรกับลูกก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แทบจะไม่ได้ยิน..อนิจจา..พ่อจ๋า..แม้แต่เรี่ยวแรงที่จะพูดพ่อก็ไม่มีแล้ว..
วันหนึ่ง..พ่อเอ่ยปากกับพี่สาวคนรองว่า พ่ออยากกลับบ้าน…เมื่อเราถามพ่อว่า ถ้าเวลาพ่อปวดท้อง แล้วจะทำอย่างไร..พ่อบอกว่า ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้บ้านก็ได้ นี่คงเป็นความรู้สึกครั้งแรกที่พ่ออยากกลับบ้านจริงๆ..
วันที่ 28 มีนาคม ปี ’48 ต้องเจาะเลือดอีกครั้ง เพื่อวัดผลเปรียบเทียบกับครั้งก่อน ซึ่งผลออกมาคือ ตับของพ่อ ไม่ทำงาน…ก้อนเนื้อก็โตมาก…ส่วนพ่อก็ถามหมอว่า เมื่อไหร่จะให้ยาเข็มที่ 3 ซึ่งคำตอบที่หมอตอบก็คือคำตอบเดิม ที่เราตอบให้กับพ่อ เมื่อเวลาพ่อถาม….โดยสันชาตญาณ ของพ่อ น่าจะรู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร ความสิ้นหวัง ความท้อแท้ เกิดขึ้นในแววตา..แม้จิตใจพ่อจะเข้มแข็งเพียงใด แต่ร่างกายของพ่อบอบช้ำจนยากจะเยียวยาเสียแล้ว…
พ่อนอนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว..ไม่พูด มีเพียงพยักหน้า กับส่ายหน้าเท่านั้น เมื่อเวลาลูกๆถาม….. ต้องฉีดมอร์ฟีนระงับปวดทุกสี่ชั่วโมง..หลับตลอด ไม่ทานอาหาร ไม่ถ่ายหนัก ไม่ถ่ายเบา..จนวันหนึ่งหมอต้องให้ยาถ่าย เพื่อระบายของเสียออกจากร่างกาย…
วันนั้นเวลาย่ำค่ำ ฉันอยู่เฝ้าไข้พ่อ กับแม่ สองคน..พ่อเกิดปวดท้องหนักขึ้นมา..ซึ่งพ่อไม่สามารถลุกไปห้องน้ำได้แล้ว..ต้องถ่ายบนเตียง..เป็นความทุลักทุเลอย่างที่สุดของฉันกับแม่ ที่พยายามจะยกตัวพ่อขึ้นนั่งกระโถนให้ได้..ณ.เวลานั้นพ่อยังพูดยังพยายามที่จะพูดแบบตลกว่า..ถ้ากระโถนแตกขึ้นมา..แล้วอะไรจะเกิดขึ้น..
ฉันกับแม่ หัวเราะทั้งน้ำตา…เสร็จสรรพ ฉันทำความสะอาดร่างกายให้พ่อ..สายตาที่พ่อมองฉัน มันบ่งบอกหลายความหมาย..แม่ถามพ่อว่า พ่ออายลูกมั้ย..พ่อส่ายหน้า..ในแววตาพ่อที่มองฉันวันนั้น แสดงออกทางสายตาว่า พ่อท้อแท้ สิ้นหวังมาก ทำความลำบากให้ลูก แม้สติสัมปัญชัญญะ ครบถ้วนแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้..
ฉันอ่านแววตานั้นออก..ได้พูดกับพ่อว่า ”พ่อไม่ต้องกลัวนะคะ ลูกไม่รังเกียจพ่อ ลูกทำให้พ่อได้” แล้วฉันก็ทำได้จริงๆ ร่างกายพ่อสะอาดหมดจด พร้อมกับความโล่งอกที่เกิดขึ้น และมีคำตอบให้กับตัวเองว่า ฉันดูแลพ่อได้ ฉันทำได้ ฉันไม่ได้รังเกียจพ่อ..ทั้งๆที่แม่บอกว่า แม่ทำเองก็ได้ลูก แต่ฉันไม่ยอมให้แม่ทำ…
เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริงๆ….
วันที่ 30 มีนาคม ปี’48 …คุณหมอเจ้าของไข้..เรียกพี่สาวคนรองเข้าไปพบบอกว่า ถ้าพ่ออยากกลับบ้านก็พาพ่อกลับ เนื่องจากว่าอาการของพ่อไม่ดีขึ้นเลย อาจจะอยู่กับเราได้ไม่กี่วันแล้ว…ทำอะไรก็ได้ที่ให้พ่อมีความสุขที่สุด..อาการของพ่อตอนนี้คือนอนนิ่งๆ ไม่ไหวติง…
มีอยู่คืนหนึ่งพ่อนอนไม่หลับ…พวกเราเลยจัดให้พ่อนั่งเอนๆ เปิดทีวีให้ดู บังเอิญเป็นรายการตลกพอดี มีโก๊ะตี๋ ออกมาฟ้อนรำ แต่งเป็นผู้หญิงใส่เสื้อเอวลอย เห็นพุงปลิ้น…ออกมา..พ่อหัวเราะ ทั้งสีหน้าและแววตาบ่งบอกว่า ขำสุดๆ..เป็นเสียงหัวเราะครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็น..และจดจำภาพนั้นมาจนถึงวันนี้..
และมีอยู่คืนหนึ่ง พวกเรานั่งดูพ่อหลับ…สักพัก พ่อก็เอามือ เหมือนกับเอาอะไรป้อนเข้าปาก..สักพักก็ลืมตามาบอกว่า พ่อฝัน..ฝันว่ากินข้าวกับปลาทูทอด..พี่สาวคนโตน้ำตาไหลเลย..ถามว่า พ่อหิวเหรอคะ..พ่อพยักหน้า..เรารู้ว่าพ่อหิว แต่พ่อทานอะไรไม่ได้อีกแล้ว แค่ได้กลิ่นก็อาเจียน..
ค่ำคืนของวันที่ 4 เมษายน ปี’48 พวกเราได้บอกกับพ่อว่า..พรุ่งนี้เช้าเราจะพาพ่อกลับไปรักษาตัวที่นครศรี..โดยทางโรงพยาบาลสุไหงโกลกจัดรถไปส่ง..ซึ่งมีน้องชายกับหลานชายมารับพ่อด้วย..พ่อพยักหน้าตอบรับ ดวงตามีประกายนิดนึง…คืนนั้นฉันพาหลานสี่คนที่อยู่ที่โกลก ไปกราบคุณตา….สองคนเรียนภาคฤดูร้อนอยู่ อีกสองคนทำงาน ไม่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้..พ่อฉันซึ่งนอนนิ่งๆอยู่บนเตียง รับรู้เพียงพยักหน้าตอบรับ เมื่อฉันบอกให้หลานๆกราบที่อกคุณตา..เพราะฉันรู้ว่านี่คือภาพสุดท้ายที่พวกเขาจะเห็นคุณตา..ในขณะที่มีลมหายใจอยู่..
เฮ้อ..ขออภัยคีย์บอร์ดสุดรักนะจ้ะ..ที่เขียนมาถึงตอนนี้แล้วทำให้น้ำตาฉันไหลออกมาเป็นทาง… เมื่อหลานๆกราบคุณตาเสร็จแล้ว ฉันก็เข้าไปกอดพ่อ..แล้วพูดที่หูของพ่อว่าลูกรักพ่อนะคะ.. พ่อไม่ต้องห่วงลูก ไม่ต้องกังวล ลูกดูแลตัวเองได้..อีกไม่กี่วันเมื่อเสร็จธุระยุ่งๆกับหลานๆแล้ว ลูกจะพาพวกเขาตามไปนะคะ..พ่อพยักหน้ารับรู้..
ตอนย่ำรุ่งของคืนวันที่ 5 เมษายน..ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พ่อใหม่..ที่ไม่ใช่ชุดของโรงพยาบาล..เช็ดตัว ทาแป้ง..ใส่ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ด้วย เนื่องจากต้องเดินทางไกล หลายร้อยกิโลเมตร….ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นพ่อคือพ่ออยู่บนเตียงบนรถพยาบาล..เมื่อรถพยาบาลเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาล..ฉันรู้โดยทันทีว่า พ่อจากฉันไปแล้ว..จากไปชั่วนิรันดร์…
การเดินทางวันนั้น มีพยาบาลสองท่านร่วมเดินทางด้วย พี่สาวคนโตกับน้องชายคนเล็กนั่งรถไปกับพ่อ..ส่วนแม่กับหลานชายอีกคนไปกับพี่สาวคนรองที่ขับรถอีกคันหนึ่งตามไป….ใจจริงแล้วพวกเราอยากพาพ่อกลับบ้านมากกว่า บ้านที่พ่อสร้างกับมือ พูดง่ายๆตามภาษาชาวบ้านคือ ให้ไปสิ้นลมที่บ้าน..แต่..พวกเราทำอย่างนั้นไม่ได้ แม้ว่าทางญาติพี่น้องของพ่อพยายามจะพาพ่อกลับบ้านก็ตาม..เหตุผลคือ เรารู้ว่าเวลาพ่อปวดท้อง พ่อทรมานขนาดไหน เมื่อปวดมากๆจนทนไม่ไหว แล้วจะสิ้นลมอย่างสงบได้อย่างไร..
การที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลทำให้พ่อไม่ทรมานจากการเจ็บปวด..พวกเราอยากให้พ่อจากไปอย่างสงบ ไม่อยากเห็นพ่อทรมานเมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง..ก็เลยให้พ่อพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาบอน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สุด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้ก็คือคุณหมอประจำตัวของพ่อด้วย..
พี่สาวคนรองเล่าให้ฉันฟังว่า ทันทีที่พ่อไปถึงโรงพยาบาลนาบอน ญาติพี่น้องของพ่อ รวมถึงเพื่อนบ้านเกือบร้อยชีวิตที่รอรับพ่ออยู่ รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ข้าวปลาอาหารนำติดตัวกันมา ในช่วงระหว่างรอก็ทานข้าวกันไป ปรับทุกข์กันไป..
พี่สาวคนรองอยู่ดูแลพ่อได้คืนเดียวก็กลับโกลก เนื่องจากภาระหน้าที่ที่ต้องทำ..คงมีเพียงพี่สาวคนโตกับแม่ และญาติๆมากมายอยู่ห้อมล้อมพ่อ..เหตุการณ์ช่วงนี้ไม่ค่อยกระจ่างชัด เพราะฉันไม่ได้อยู่ด้วย จดจำมาจากคำบอกเล่าของพี่ๆเท่านั้น..
วันสุดท้ายของชีวิต จนถึงวันที่ 9 เมษายน ปี’48 วันสุดท้ายของชีวิต.. วันสุดท้ายของพ่อ ห้อมล้อมไปด้วยญาติพี่น้อง…พี่ชายของพ่อสองคน อยู่เคียงข้าง ลูกๆทั้งสี่ หลานๆ..คนเฒ่าคนแก่ จัดกรวยดอกไม้ ธูป เทียน ให้พ่อก่อนพ่อสิ้น..สวดพระพุทธคุณ..กรวดน้ำ..พ่อ ค่อยๆจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของพี่สาวคนโต..ร้องไห้จนเป็นลม..แม่ กลับนิ่งเงียบอย่างน่าใจหาย..
มีสิ่งหนึ่งที่พ่อให้สัญญากับแม่ และทำตามสัญญานั้น คือ..ตอนที่พ่อนอนเจ็บอยู่ แม่กระซิบที่หูพ่อเสมอๆว่า..พ่อค่อยไปตอนข้างขึ้นนะ..ลูกๆจะได้ไม่ลำบาก(คนโบราณเชื่อกันว่าถ้าเสียชีวิตตอนข้างแรม ลูกๆที่อยู่ข้างหลังจะลำบาก ทำมาหากินไม่คล่องตัว การดำเนินชีวิตติดๆ ขัดๆ)เวลาแม่กระซิบว่า พ่อค่อยไปตอนข้างขึ้นนะ..พ่อก็พยักหน้ารับทุกครั้ง และพ่อก็อดทนรอ จนถึงวันที่ 9 เมษายน ขึ้น 1 ค่ำ..
อนิจจา..พ่อที่รักของลูก..พ่อยอมอดทนต่อความเจ็บปวด..เพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่..ลมหายใจค่อยๆผ่อนลง ผ่อนลง..ทิ้งเพียงร่างกายและสังขารไว้ให้ลูกๆจัดการตามประเพณี..พ่อจากไป..โดยที่ไม่รอลูกสาวอีกสองคนที่อยู่ที่สุไหงโกลก ซึ่งก็เป็นการดี เพราะทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อ มันติดอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอ..พ่อคงกลัวมั้งคะว่า ถ้าหากฉันยืนดูลมหายใจสุดท้ายของพ่อ..อาจจะทำให้ภาพนั้นติดตาและรบกวนฉันไปตลอดชีวิต…
ฉันพร้อมพี่สาวและหลานๆ ออกเดินทางจากสุไหงโกลกทันทีที่พ่อสิ้นได้ไม่กี่นาที..เพราะพวกเราเตรียมตัวจะเดินทางกันพอดีตามคำสั่งของแม่ ที่บอกว่า พ่อจะอยู่กับเราไม่นานแล้ว..แต่พวกเราก็ไปไม่ทันดูใจพ่อ…ระหว่างการเดินทาง พีสาวเป็นคนขับรถ ภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงถอนหายใจเป็นระยะๆ..พร้อมกับน้ำตาสองพี่น้องที่ไหลพรากตลอดเวลา..หลานสาวตัวน้อยเอามือเล็กๆปาดน้ำตาให้ฉัน มองหน้าอย่างสงสัย ว่าพวกเราร้องไห้ทำไมกัน..
พวกเราถึงบ้านประมาณหกโมงเย็น ซึ่งตอนนั้นร่างกายของพ่อ ถูกบรรจุลงในโลงเรียบร้อยแล้ว ใจจริงอยากไปกราบเท้าพ่อ อยากกอดพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลัวจะทำให้คนอื่นลำบาก พิธีการต่างๆจะล่าช้าออกไป..จึงได้บอกให้เขาบรรจุศพเลยโดยไม่ต้องรอ เมื่อย่างเข้าสู่ตัวบ้าน ใจมันหายอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาไหลตลอดตอนที่พระสวดและตอนที่กรวดน้ำ ถามย้ำกับตัวเองว่า เป็นความจริงเหรอ พ่อจากเราไปจริงๆแล้วเหรอ..
ขอย้อนกลับไปนิดนึงนะคะ..ก่อนที่พ่อจะเสียสักหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งตอนนั้นยังคงอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโกลก มีอยู่คืนหนึ่ง..ฉันฝันว่า..พ่อเรียกพวกเราลูกสาวสามคนของพ่อ พร้อมกับแม่ มาที่เตียงที่พ่อนอนป่วยอยู่ และบอกว่า เกิดชาติหน้าขอให้มาเกิดเป็นลูกสาวพ่ออีกนะ ในฝันนั้นพวกเราร้องไห้กันระงม..ร้องไห้จนฉันสะดุ้งตื่น..ฝันหรือนี่..
ฉันได้ใกล้ชิดพ่อมากที่สุดก็ตอนที่พ่อป่วยนี่เอง..ได้กอดพ่อ ได้บอกรักพ่อ และเพิ่งรู้ว่า อ้อมกอดของพ่ออุ่นหนักหนา เสียใจที่ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยบอกรักพ่อ..ไม่เคยกอดพ่อ..เก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้แค่ในใจเท่านั้น..จนพ่อจากไป..ทำให้โหยหา..อาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก..แต่นั่นล่ะ คิดได้ต่อเมื่อสายไปเสียแล้ว..
พิธีงานศพผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ ลูกๆร่วมมือ ร่วมใจกันทำให้พ่ออย่างดี มีพระเทศนาทุกคืน..คนร่วมงานเยอะมาก..ใครๆก็ชมว่างานศพเรียบร้อยดี อาหารก็อร่อย..เราจัดงานศพให้พ่อ..8 คืน..เหนื่อยเอาการเหมือนกัน เพราะญาติพี่น้องเยอะมาก ไม่กิน ไม่นอน..แต่ยืนหยัดอยู่ได้ ต้อนรับญาติพี่น้องได้ทุกคืน
ว่างๆ..ฉันไปนั่งหน้าหีบศพของพ่อ..บอกพ่อว่า..พ่อคะ การที่พ่อจากไป ได้สร้างบทเรียนบทหนึ่งให้กับลูก ได้เห็นน้ำใจของพี่น้อง ซึ่งบางคนลูกไม่รู้จักมักจี่ด้วยซ้ำ และไม่เคยสนใจเลยว่าพวกเขาคือญาติพี่น้อง แต่เมื่อพ่อจากไป สิ่งที่ลูกได้รับคือ ความมีน้ำใจจากพวกเขา อยู่ช่วยงานศพ และอยู่เคียงข้างพวกเราตลอด ไม่ให้เราว้าเหว่..บทเรียนอีกบทหนึ่งที่ราคาแพงแสนแพงคือ..
ได้รู้ว่า รักพ่อแค่ไหน เมื่อพ่อจากไป..
ได้รู้ว่า อย่ารีรอที่จะทำสิ่งที่อยากทำให้กับคนที่เรารัก..
ได้รู้ว่า ให้บอกรักถ้าอยากจะบอก เพราะเราไม่รู้ว่า วันพรุ่งนี้จะมีโอกาสได้บอกหรือไม่
และได้รู้อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย..เมื่อพ่อจากไป.
วันที่ 17 เมษายน 2548..นำสังขารพ่อสู่เชิงตะกอน…ทันทีที่ควันไฟออกจากปล่อง..ฉันยืนดูควันไฟที่ล่องลอยไปสู่ท้องฟ้า น้ำตาไหลลงเป็นทาง..วันนี้น่าจะเป็นวันที่ฉันร้องไห้มากที่สุดตั้งแต่มีชีวิตเป็นตัวเป็นตนบนโลกใบนี้…
กลับมาถึงบ้าน..บ้านเงียบอย่างที่ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน..เงียบ เย็นยะเยือกไปจนถึงขั้วหัวใจ..บ้านที่ขาดพ่อ..บ้านที่ขาดผู้นำ..
บันทึกต่อจากเมื่อวานก็ถึงกาลสิ้นสุดเสียที..พวกเราแต่งดำไว้ทุกข์ให้พ่อร้อยวัน..พี่สาวคนโตอยู่เป็นเพื่อนแม่จนถึงทำบุญครบรอบเจ็ดวัน ใจจริงแล้วฉันอยากจะอยู่เป็นเพื่อนแม่นานๆ แต่ด้วยภาระหน้าที่จิปาถะมากมายที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ต้องกลับสุไหงโกลกทันที…
หันหลังให้กับบ้านอีกครั้ง ด้วยใจเบาหวิว..ก้มกราบแม่ หอมแก้มแม่ บอกรักแม่..ด้วยน้ำตานองอีกครั้ง สัญญาว่าจะโทรศัพท์หาแม่ทุกวัน..ณ.เวลานี้สงสารแม่ เป็นห่วงแม่ที่สุด แม่ต้องใช้เวลานานมากๆ กว่าจะกลับไปนอนที่เตียงนอนที่เคยนอน..หมอน ผ้าห่ม รอยที่นอนที่พ่อเคยนอนยังคงอยู่.. เข้าใจความรู้สึกของแม่ดีว่า ทุกข์ระทมขนาดไหน คนที่เคยอยู่ข้างกายมาห้าสิบกว่าปี บัดนี้ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว ปล่อยให้แม่ ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายกับลูกๆ..
อีกไม่กี่วันก็ครบรอบปีของการจากไปของพ่อแล้ว…ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อ ยังคงกระจ่างชัด และเขียนได้ทุกครั้งที่นึกถึง มีอีกมากมายหลายเรื่องราวที่สามารถเขียนได้ไม่มีวันหมด เขียนได้เรื่อยๆ… เวลาฉันกลับบ้านแต่ละครั้ง มักจะเปิดตู้เสื้อผ้าของพ่อเอาหน้าไปซุกกับเสื้อผ้า เพื่อหาร่องรอยกลิ่นกายของพ่อ.. แต่ยิ่งนานวันกลิ่นกายพ่อก็จางไปเรื่อยๆ…
ได้เวลาจบบันทึกฉบับนี้เสียที ขอบคุณเพื่อนบ้านผู้อารีย์ทุกท่านที่ติดตามอ่านเรื่องราวตลอด ขอโทษที่บางข้อความทำให้ใครบางคนหลั่งน้ำตา..ฉันเพียงแต่อยากจะเล่าให้ได้รับทราบว่า ฉันผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร การสูญเสียบุคคลที่รัก ทำให้ชีวิตเกิดการเรียนรู้อะไรหลายอย่างมากมายนัก…
 
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความบันเทิง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

2 ตอบกลับที่ เก็บความทรงจำก่อนลมหายใจสุดท้ายของพ่อ ไว้ในตัวอักษร…

  1. ‘’เศษ…ดิuส๏ พูดว่า:

    โอ้โห.. 0.0 แต่ละเรื่องเนาะ เรียกน้ำตาได้ทั้งนั้นอ่ะ
    ไปค้นมาจากไหนอ่ะนั่น เยอะแยะ ไปแระ หุหุ
    เขียนน้อยอย่าว่ากานเน้อ ไปแย้วงับ อิอิ

  2. ‘’เศษ…ดิuส๏ พูดว่า:

    โอ้โห.. 0.0 แต่ละเรื่องเนาะ เรียกน้ำตาได้ทั้งนั้นอ่ะ
    ไปค้นมาจากไหนอ่ะนั่น เยอะแยะ ไปแระ หุหุ
    เขียนน้อยอย่าว่ากานเน้อ ไปแย้วงับ อิอิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s